efinancethai

ประเด็นร้อน

ส่อง 12 หุ้นแตกพาร์ปีนี้ พบราคาติดลบเฉลี่ย 13.89%

ส่อง 12 หุ้นแตกพาร์ปีนี้ พบราคาติดลบเฉลี่ย 13.89%

ปีนี้มี 12 บจ.แตกพาร์หุ้น เหตุผลหลัก คือ เพิ่มสภาพคล่องซื้อขาย ซึ่งหลังใช้ราคาพาร์ใหม่วันแรก เทียบราคาปิดล่าสุด ผลตอบแทนติดลบเฉลี่ย 13.89% พบ ALL ทรุดหนักสุด 62.59% ด้าน ตลท.ชี้แตกพาร์ไม่กดพื้นฐานหุ้น แต่อาจผันผวนช่วงสั้นเท่านั้น แนะจุดต้องระวัง คือ การนำอัตราส่วนการเงินมาวิเคราะห์หุ้น 

"สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย" สำรวจข้อมูลบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ตั้งแต่ต้นปี (YTD) พบ 12 บริษัท ประกาศลดพาร์ โดยมีเหตุผลคือ ต้องการเพิ่มสภาพคล่องการซื้อขายให้หุ้นตัวเอง และลดทุนจดทะเบียนลงทำให้ต้องลดพาร์ จำนวน 6 บริษัท เท่ากัน ประกอบด้วย 
 

12 หุ้นแตกพาร์ ฉุดราคาดิ่งเฉลี่ย 13.89%

ชื่อย่อหุ้น

พาร์ใหม่ (บ.)

พาร์เก่า (บ.)

ราคาล่าสุด (บ.)

%chg หลังใช้พาร์ใหม่

ALL

0.5

1

0.52

-62.59

KC

0.7

1

0.2

-44.44

HEMP

1

12.9

6.4

-22.89

MOONG

0.5

1

2.4

-22.08

TQM

0.5

1

38.75

-20.92

GRAND

0.5

1

0.23

-20.69

GC

0.5

1

5.4

-12.61

AIT

5

1

6.7

-7.59

WAVE

0.5

1

0.14

-6.67

TYCN

7.5

10

2.8

-6.04

B52

0.5

2

2.3

0.00

KWI

2.31

10

3.18

59.80

ที่มา : SETSMART

*%chg ใช้ราคาปิด 16 พ.ย.65 เทียบราคาวันแรกที่ใช้พาร์ใหม่

12 บริษัทดังกล่าว ส่วนใหญ่เป็นบริษัทในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) จำนวน 9 บริษัท ขณะที่ บริษัทในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) ติดโผจำนวน 3 บริษัท ส่วนใหญ่เป็นบริษัทในกลุ่มธุรกิจประกันภัยและประกันชีวิต ติดโผสูงสุด จำนวน 2 บริษัท


*** หลังใช้พาร์ใหม่ผลตอบแทนติดลบเฉลี่ย 13.89%
 

อย่างไรก็ตาม หลังทั้ง 12 บริษัท ใช้ราคาพาร์ใหม่ พบว่า ผลตอบแทนราคาหุ้นติดลบเฉลี่ย 13.89% โดยมีถึง 10 บริษัทที่ราคาหุ้นปิดล่าสุด (16 พ.ย.65) เทียบกับราคาหุ้นที่ใช้พาร์ใหม่วันแรกติดลบ ขณะที่ 2 บริษัทที่เหลือ ผลตอบแทนราคาหุ้นเป็นบวก และคงที่ อย่างละ 1 บริษัท เท่ากัน 


*** ตะลึง "ALL" ผลตอบแแทนติดลบมากสุด 62.59%
 

โดย บมจ.ออลล์ อินสไปร์ ดีเวลลอปเม้นท์ (ALL) เป็นบริษัทที่ผลตอบแทนราคาหุ้นติดลบมากที่สุดถึง 62.59% หลังประกาศลดพาร์เหลือ 0.5 บาท (เดิม 1 บาท) ตั้งแต่ 20 เม.ย.ที่ผ่านมา 

รองลงมา คือ บมจ.เค.ซี. พร็อพเพอร์ตี้ (KC) ที่ผลตอบแทนราคาหุ้นติดลบ 44.44% หลังลดพาร์เหลือ 0.7 บาท (เดิม 1 บาท) ตั้งแต่ 28 มิ.ย.ที่ผ่านมา


*** พบมีอีกถึง 5 บริษัท ผลตอบแทนติดลบมากกว่า 10%  
 

ขณะเดียวกัน ยังมีอีกถึง 5 บริษัท ที่ราคาหุ้นปิดล่าสุด เทียบกับราคาวันแรกที่ใช้พาร์ใหม่ติดลบมากกว่า 10% ประกอบด้วย บมจ.เฮลท์ เอ็มไพร์ คอร์ปอเรชั่น (HEMP) ผลตอบแทนราคาหุ้นติดลบ 22.89% หลังลดพาร์ลงเหลือ 1 บาท (เดิม 12.9 บาท) ตั้งแต่ 17 ก.พ.ที่ผ่านมา

ด้าน บมจ.มุ่งพัฒนา อินเตอร์แนชชั่นแนล (MOONG) ผลตอบแทนราคาหุ้นติดลบ 22.07% หลังลดพาร์ลงเหลือ 0.5 บาท (เดิม 1 บาท) ตั้งแต่ 30 พ.ค.ที่ผ่านมา, บมจ.ทีคิวเอ็ม อัลฟา (TQM) ผลตอบแทนราคาหุ้นติดลบ 20.92% หลังลดพาร์ลงเหลือ 0.5 บาท (เดิม 1 บาท) ตั้งแต่ 13 ม.ค.ที่ผ่านมา

ฟาก บมจ.แกรนด์ แอสเสท โฮเทลส์ แอนด์ พรอพเพอร์ตี้ (GRAND) ผลตอบแทนราคาหุ้นติดลบ 20.69% หลังลดพาร์ลงเหลือ 0.5 บาท (เดิม 1 บาท) ตั้งแต่ 17 ก.พ.ที่ผ่านมา และ บมจ.โกลบอล คอนเน็คชั่นส์ (GC) ผลตอบแทนราคาหุ้นติดลบ 12.61% หลังลดพาร์ลงเหลือ 0.5 บาท (เดิม 1 บาท) ตั้งแต่ 11 เม.ย.ที่ผ่านมา
 

*** แตกพาร์ไม่กดพื้นฐานหุ้น แนะติดตามข่าวสารใกล้ชิด
 

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ระบุว่า การแตกพาร์ไม่ได้ทำให้เกิดผลกระทบต่อมูลค่าของหุ้นที่ถือ (Dilution Effect) และไม่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงสัดส่วนผู้ถือหุ้น เพียงแค่จำนวนหุ้นในพอร์ตจะเพิ่มขึ้นตามสัดส่วนที่แตกพาร์เท่านั้น แต่มูลค่ารวมยังเท่าเดิม จึงไม่ควรใช้การแตกพาร์มาเป็นปัจจัยในการวิเคราะห์พื้นฐานธุรกิจ

แต่จุดสังเกตที่ควรระวังหลังหุ้นแตกพาร์ คือ การวิเคราะห์อัตราส่วนทางการเงินที่มีความเกี่ยวข้องกับจำนวนหุ้น เช่น กำไรต่อหุ้น (Earning per share) และเงินปันผลต่อหุ้น (Dividend per share) รวมทั้งที่เกี่ยวข้องกับราคาหุ้น เช่น P/E และ P/BV เพราะอัตราส่วนทางการเงินเหล่านี้ จะมีสัดส่วนที่เปลี่ยนแปลงไปหลังการแตกพาร์ 

ทั้งนี้ หากเปรียบเทียบระหว่างงวด เราควรปรับการคำนวณให้เป็นราคาพาร์เดียวกันก่อน เพื่อให้การวิเคราะห์เป็นไปอย่างถูกต้อง อย่างไรก็ดี อาจมีผลเชิงจิตวิทยาอยู่บ้าง เพราะวันแรกที่มีการแตกพาร์ ราคาหุ้นจะปรับลดลงตามสัดส่วนของจำนวนหุ้นที่เพิ่มขึ้น 

ซึ่งหากนักลงทุนที่ไม่ได้ติดตามข่าวสารของหุ้นตัวนั้น อาจเกิดความเข้าใจผิดได้ว่าหุ้นลงจากปัจจัยทางธุรกิจ จึงนำมาสู่ความผันผวนของราคาหุ้นระยะสั้น แต่สุดท้ายในระยะยาว ราคาหุ้นจะวิ่งเข้าหามูลค่าที่เหมาะสมอยู่ดี ดังนั้น ขอแนะนำให้หมั่นติดตามข่าวสารอย่างสม่ำเสมอ และให้ความสำคัญกับการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานเป็นหลัก







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh




LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด