efinancethai

ประเด็นร้อน

วงการยกหุ้น"อินเดีย"เด่นน่าลุย ชูศก.โตแรง แต่ Valuation เริ่มตึง

วงการยกหุ้น

วงการสาธยายเหตุผลทำไมอินเดียน่าสนใจลงทุน ชี้เศรษฐกิจยังโตแรงต่อเนื่องหนุนตลาดหุ้นคึกคัก กองทุนกางสถิติผลตอบแทนเฉลี่ยย้อนหลัง 8 ปี บวกราว 10% สูงสุด 40% แต่ติง Valuation เริ่มตึงแล้ว ด้านเซียนหุ้นเริ่มมองหาโอกาสลงทุน แต่ขอเวลาศึกษาข้อมูลอย่างละเอียดก่อน !

 

*** วงการมอง ศก."อินเดีย" โตแจ่มต่อเนื่อง น่าลงทุน

"วิจิตร อารยะพิศิษฐ" นักกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ลิเบอเรเตอร์ กล่าวว่า สาเหตุที่หลายคนกำลังให้ความสนใจลงทุนในตลาดหุ้นอินเดีย เนื่องจากเป็นตลาดที่มีสตอรี่น่าสนใจ สะท้อนจากแนวโน้มการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) อยู่ในระดับสูง อีกทั้งมีจำนวนประชากรมากเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก ทำให้เศรษฐกิจมีขนาดใหญ่ด้วย ดังนั้นทิศทางระยะถัดไปจึงยังคงสวยงาม โดย Bloomberg Consensus คาดการณ์การเติบโต GDP ของอินเดียปี 67 ถึง 6.6% ขณะที่ การเติบโต GDP ของอินเดียย้อนหลัง 10 ปี ก็เติบโตระดับ 6 - 9% ต่อปีมาตลอด (ยกเว้นช่วงการแพร่ระบาดโควิด-19)


ด้าน "วจนะ วงศ์ศุภสวัสดิ์" CFA, Chief Investment Officer บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) กสิกรไทย กล่าวเสริมว่า เศรษฐกิจอินเดียยังสามารถเติบโตดีเกินคาด หนุนโดยการส่งออกบริการ และความต้องการลงทุนจากนักลงทุนต่างชาติ แม้เศรษฐกิจโลกจะเผชิญแรงกดดันอย่างต่อเนื่องก็ตาม บ่งชี้ถึงความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจของอินเดีย ที่สะท้อนมายังผลตอบแทนของตลาดหุ้นอินเดียในปี 66


การนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้เพื่อเพิ่มผลิตภาพ และการพัฒนาตลาดการเงินในประเทศ รวมถึงอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่เร่งตัวขึ้นจากโครงสร้างประชากร ล้วนเป็นแรงผลักดันให้เศรษฐกิจอินเดีย จะก้าวขึ้นเป็นเศรษฐกิจอันดับ 3 ของโลก รองจากสหรัฐและจีนได้


ส่วน "ยิ่งยง เจียรวุฑฒิ" รองกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายจัดการลงทุน บลจ.อีสท์สปริง (ประเทศไทย) ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า มุมมองที่ทำให้อินเดียน่าสนใจลงทุน คือ การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยังคงดีต่อเนื่อง จำนวนประชากรที่มีกว่า 1,400 ล้านคน ซึ่งเป็นกำลังสำคัญในการบริโภคภายในประเทศ


ขณะเดียวกัน สตอรี่ของจีนที่เปลี่ยนไปด้วยปัจจัยลบทางภูมิรัฐศาสตร์ และปัญหาที่เกิดขึ้นในภาคอสังหาริมทรัพย์รอการแก้ไข ทำให้ อินเดียเป็นตัวแรกลำดับต้น ๆ ที่นักลงทุนนึกถึง รวมทั้งยังมีปัจจัยบวกเรื่องการกระจายฐานการผลิตของโลก หรือ ซัพพลายเชน (Supply Chain) โลกจากจีน ออกสู่ประเทศอื่นๆ เช่น เวียดนาม และอินเดีย เพื่อลดความเสี่ยงเรื่องภูมิรัฐศาสตร์ที่เกิดขึ้นโดยเฉพาะกับ สหรัฐ-จีน

 

*** กองทุนโชว์ผลตอบแทน "อินเดีย" เด่น

"ชวินดา หาญรัตนกุล" นายกสมาคมบลจ. เปิดเผยว่า บลจ.กรุงไทย ได้เข้าไปลงทุนในอินเดียมากว่า 8 ปีแล้ว โดยได้รับผลตอบแทนเป็นบวกเฉลี่ยราว 10% ขณะที่ผลตอบแทนปี 66 เป็นบวก 21% โดย บลจ.กรุงไทย มีผลตอบแทนระดับเลข 2 หลัก 4 ปี และมีผลตอบแทนที่ได้รับสูงสูด 40% ขณะที่ ผลตอบแทนติดลบเกิดขึ้น 2 ปี คือ ปี 61 และ 65 ซึ่งหากเทียบกับการลงทุนในจีนนั้น ถือว่า ค่อนข้างใกล้เคียงกัน


แต่ในระยะถัดไป ยังคงไม่เพิ่มน้ำหนักลงทุนในอินเดีย แม้ปัจจุบัน จะมีหลาย บลจ. เข้าไปลงทุนในอินเดียมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เพราะเล็งเห็นถึงโอกาสที่จะสร้างผลตอบแทนระดับสูงได้ เนื่องจากบลจ.กรุงไทย เข้าไปลงทุนในอินเดียนานแล้ว และตลาดหุ้นอินเดียก็ปรับตัวขึ้นมามากแล้วเช่นกัน ดังนั้น สำหรับเราในช่วงนี้ มองเป็นจังหวะ Wait and See มากกว่า

 

*** เซียนหุ้นยิ้มรับ อาจเป็นแหล่งลงทุนถัดไป

ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร นักลงทุนแบบเน้นคุณค่า (VI) กล่าวว่า ปัจจุบัน ยังมีพอร์ตการลงทุนเฉพาะที่ไทย และเวียดนาม 2 ประเทศเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นอินเดียก็เป็นอีกหนึ่งแห่งที่ตนเองกำลังให้ความสนใจ เนื่องจากตลาดดังกล่าว มีสตอรี่ที่โดดเด่น สะท้อนจากแนวโน้มการเติบโตของ GDP ในประเทศที่อยู่ในระดับสูง อีกทั้งตลาดหุ้นก็ให้ผลตอบแทนระดับสูงด้วย 


ปัจจุบัน กำลังอยู่ในช่วงศึกษาค้นคว้าหาข้อมูลเกี่ยวกับตลาดหุ้นอินเดียมากขึ้น เพราะยังไม่มั่นใจข้อมูลที่ตนเองมีอยู่ว่าจะเพียงพอหรือไม่ เนื่องจากประเทศอินเดียมีขนาดที่ค่อนข้างใหญ่ อีกทั้งหลาย ๆ ธุรกิจก็ยังค่อนข้างมีความซับซ้อน ซึ่งตนเองก็ยังไม่มีความเข้าใจในธุรกิจดังกล่าวมากเท่าใดนัก


"อินเดียค่อนข้างต่างจากไทยมาก จึงทำให้ผมต้องศึกษาหาข้อมูลอย่างละเอียดมากกว่านี้เสียก่อน ต่างจากเวียดนามที่มีความคล้ายกับประเทศไทยในอดีตมาก จึงทำให้ใช้เวลาในการตัดสินใจเข้าไปลงทุนง่ายกว่า แต่สุดท้ายผมก็น่าจะเข้าไปลงทุนในอินเดียอยู่ดี ขอเพียงแค่รอเวลาอีกนิดเท่านั้น" ดร.นิเวศน์ กล่าว 


ขณะที่ "กระทรวง จารุศิระ" ประธานกรรมการบริหาร กลุ่มบริษัท ซุปเปอร์เทรดเดอร์ โฮลดิ้ง กล่าวว่า ปัจจุบัน พอร์ตการลงทุนยังอยู่แค่ในประเทศไทย และสหรัฐฯ โดยยังไม่มีการขยายพอร์ตฯเข้าไปลงทุนในอินเดีย เพราะยอมรับว่าตอนนี้ยังไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับอินเดียมากเพียพอ จึงยังไม่มีความกล้าที่จะเข้าไปลงทุนในตลาดหุ้นดังกล่าวในช่วงนี้  


เช่นเดียวกับ "รัชต์ชยุตม์ จีระพรประภา" นักลงทุนรายใหญ่ ที่กล่วว่า ปัจจุบัน ยังลงทุนอยู่แค่ในไทย กับ สหรัฐฯเป็นหลัก โดยยังไม่มีความสนใจเข้าลงทุนในตลาดหุ้นอินเดียในช่วงนี้ แม้จะทราบว่าผลตอบแทนปีที่แล้วค่อนข้างสูง เนื่องจาก ณ ปัจจุบัน ตนเองยังไม่มีเวลาเข้าไปศึกษาข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับอินเดียมากนัก

 

*** แต่ Valuation เริ่มตึง

"วิจิตร อารยะพิศิษฐ" กล่าวว่า หุ้นอินเดียปรับตัวขึ้นมาเรื่อย ๆ ระยะหนึ่งแล้ว ทำให้มูลค่า (Valuation) หุ้นดังกล่าวไม่ถูกแล้ว สะท้อนจากการขยับขึ้นมาเทรดที่บริเวณ P/E ราว 20 เท่า สูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตที่อยู่บริเวณ 18 เท่า ซึ่งการที่ P/E ขยับขึ้นมาเทรดสูงได้ ก็เป็นเพราะกำไรบริษัทเติบโตดี เช่นเดียวกับ GDP


ทั้งนี้ นักลงทุนที่มีความสนใจเข้าไปลงทุนตลาดหุ้นอินเดีย ก็ต้องรู้ก่อนว่า ตลาดดังกล่าวปรับตัวขึ้นมาระดับหนึ่งแล้ว ดังนั้น จึงต้องโฟกัสสัญญาณการเติบโตของธุรกิจว่ามีแนวโน้มไปต่อได้ไกลแค่ไหน เพราะอินเดียไม่ใช่ตลาดที่เพิ่งเริ่มปรับตัวขึ้น จึงต้องทำการบ้านหนักเช่นกัน


นอกจากนี้ ควรทำความเข้าใจกับนโยบายของรัฐบาลอินเดียด้วย ว่า มีความเสี่ยงหรือผลกระทบกับหุ้นกลุ่มไหนหรือไม่อย่างไร ซึ่งโดยรวมยังให้น้ำหนักกับการเติบโตของเศรษฐกิจอินเดียในช่วง 2 - 3 ปีข้างหน้า แต่ก็ต้องระมัดระวังเรื่องการเติบโตในระดับที่ต่ำกว่าตลาดคาดการณ์ไว้ด้วย 


ด้าน "ชวินดา หาญรัตนกุล" กล่าวว่า ตลาดหุ้นอินเดียที่ปรับตัวขึ้นแรงมาตลอด ก็ทำให้ Valuation แพงแล้วเช่นกัน จึงทำให้เกิดข้อถกเถียง 2 ฝั่งว่า ตลาดที่ปรับตัวขึ้นมาสูงแล้ว จะปรับตัวขึ้นต่อหรือจะหยุดอยู่แค่นี้ ซึ่งมันก็มีความเป็นไปได้ทั้ง 2 แบบ ดังนั้น บลจ. ที่ตั้งกองทุนไปลงทุนในอินเดีย ควรอธิบายความเสี่ยงให้นักลงทุนทราบด้วย 


ขณะที่ นักลงทุนที่สนใจเข้าลงทุน ควรต้องรู้ว่า Valuation หุ้นอินเดีย ณ ปัจจุบันเริ่มแพงแล้ว ดังนั้น หากตลาดเกิดความผันผวนก็จะส่งผลกระทบรุนแรงได้ ประกอบกับ ต้องศึกษา ว่า มีปัจจัยเสี่ยงอะไรที่ต้องระวังเกี่ยวกับอินเดียบ้าง เช่น นโยบายรัฐบาลอาจมีความผันผวนเพราะเป็นประเทศประชาธิปไตย หากมีการเปลี่ยนตัวผู้นำประเทศ นโยบายก็จะเปลี่ยนแปลงด้วย ทั้งนี้ควรลงทุนอย่างระมัดระวัง แบ่งเงินลงทุนตามสัดส่วนที่เหมาะสม ไม่แนะนำให้ทุ่มเงินลงทุนมากเกินไป 


ส่วน "ยิ่งยง เจียรวุฑฒิ" กล่าวปิดท้ายว่า ปัจจุบันตลาดหุ้นอินเดียถือว่าวิ่งไประดับหนึ่งแล้ว ดังนั้นหากจะลงทุนยังแนะนำให้กระจายลงทุนในสินทรัพย์ที่หลากหลาย รวมถึงภูมิภาคอื่น ๆ ทั้งใน สหรัฐ และเอเชีย เป็นต้น 







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh




LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด