efinancethai

ประเด็นร้อน

กูรูฟันธงหุ้นไทยฟื้นครึ่งปีหลัง ลุ้น SET ทดสอบ 1,580 จุด

กูรูฟันธงหุ้นไทยฟื้นครึ่งปีหลัง ลุ้น SET ทดสอบ 1,580 จุด

นักวิเคราะห์พร้อมใจฟันธง หุ้นไทยครึ่งปีหลังฟื้น รับปัจจัยบวกเพียบ อาทิ การกลับมาของ LTF - ดอกเบี้ยขาลง - ดิจิทัลวอลเล็ต - กำไร บจ.แนวโน้มดี ลุ้นดัชนีฝ่าแนวต้านที่ 1,420 จุด หากทะลุได้ คาดแตะเป้าหมายสูงสุด 1,580 ไม่ยาก เชียร์สะสมหุ้นรับอานิสงส์รัฐบาลกระตุ้นเศรษฐกิจ

 

*** หุ้นไทย 5 เดือนทรงกับทรุด ฉุด Underperform หุ้นโลก

ดัชนีหุ้นไทย (SET Index) ตั้งแต่ต้นปี (YTD) ปรับตัวลงราว 3% สวนทางตลาดหุ้นโลกที่ปรับตัวขึ้นเฉลี่ย 7% สาเหตุหลักเกิดจากความไม่เชื่อมั่นในแง่ธรรมาภิบาลของตลาดหุ้นไทย ส่งผลให้ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ต้องเร่งออกเกณฑ์ควบคุมใหม่เรียกความเชื่อมั่นจากนักลงทุน อาทิ การคุมชอร์ตเซล - โปรแกรมเทรด หรือการเปิดเผยข้อมูลรายชื่อผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้น 


นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยภายนอกกดดันเพิ่มเติม จากการทำสงครามในภูมิภาคตะวันออกกลาง ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายทั่วโลกทรงตัวอยู่ในระดับสูงนานกว่าที่ตลาดคาดการณ์ว่า จะเริ่มปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลงครั้งแรกช่วงปลายเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา ส่งผลให้ความน่าสนใจลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงลดลง 


อย่างไรก็ตาม จากการสำรวจความคิดเห็นของนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ ยังเชื่อมั่นว่า SET Index ในช่วงครึ่งหลังของปี 67 มีแนวโน้มฟื้นตัวดีขึ้นกว่าช่วงครึ่งแรกของปีนี้ ซึ่งหลายรายมองว่า SET Index ปีนี้ได้ผ่านจุดต่ำสุดที่ช่วงดัชนี 1,330 จุดไปแล้ว  

 

*** กูรูผสานเสียง SET ครึ่งหลังคัมแบ็ค รับหลายปัจจัยรอหนุน 

โดย "รัฐศักดิ์ พิริยะอนนท์" นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) กสิกรไทย มองว่า ภาวะตลาดหุ้นไทยในช่วงครึ่งหลังของปี 67 มีแนวโน้มดีกว่าครึ่งแรกของปี โดยมีปัจจัยขับเคลื่อนหลัก จากงบการเงินบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ไตรมาส 1/67 ที่ออกมาดีกว่าตลาดคาดการณ์ไว้ 5% ทำให้ในช่วงที่เหลือของปีนี้ จะเห็นการฟื้นตัวของผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนต่อเนื่อง


นอกจากนี้ ยังเริ่มเห็นนโยบายการเงินเปลี่ยนแปลงจากปีก่อน ทำให้คาดการณ์ว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) มีแนวโน้มจะปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลง 2 รอบในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ โดยคาดไว้ที่ช่วงเดือน ก.ย. และ ธ.ค.67 ประกอบกับ มีความเป็นไปได้สูงที่จะเห็นการนำกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) กลับมาอีกครั้ง ซึ่งจะทำให้มีเม็ดเงินลงทุนไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นมากขึ้น


เช่นเดียวกับ "เทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม" ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ ฝ่ายวิจัย บล.เอเชีย พลัส ที่มองว่า ปัจจัยหลักที่จะขับเคลื่อนดัชนีหุ้นไทย ให้ปรับตัวขึ้นได้ในช่วงครึ่งหลังของปี 67 คือ การฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศ นำโดยภาคการท่องเที่ยว ซึ่งจะช่วยทำให้กำไรบริษัทจดทะเบียนค่อย ๆ ฟื้นตัวขึ้นด้วย 


ขณะเดียวกัน ยังมีปัจจัยกระตุ้นเพิ่มเติม จากความเป็นไปได้สูงที่จะมีการนำกองทุน LTF กลับมา ซึ่งหากเกิดขึ้นจริง จะเป็นปัจจัยบวกที่ทำให้เม็ดเงินลงทุนต่างประเทศ (Fund flow) ไหลกลับเข้ามาในหุ้นไทยอีกครั้ง แต่มีข้อแม้ว่า LTF ที่จะนำกลับมาต้องมีเงื่อนไขในการถือครอง และสิทธิประโยชน์ทางภาษีใกล้เคียง หรือเหมือนกับกองทุน LTF เดิมที่ยกเลิกไปก่อนหน้านี้


สอดคล้องกับ "ณัฐพล คำถาเครือ" ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) ที่มองว่า 2 ปัจจัยหลักที่จะขับเคลื่อน SET Index ในช่วงครึ่งหลังของปี 67 ให้ปรับตัวขึ้นแข็งแกร่งกว่าช่วงครึ่งแรกของปี ประกอบด้วย


1.การนำกองทุน LTF กลับมาอีกครั้ง ซึ่งคาดจะช่วยดึงเม็ดเงินลงทุนไหลเข้าตลาดหุ้นไทยได้อย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนจากสถิติในอดีตที่มักมีเงินลงทุนไหลเข้าตลาดหุ้นไทยราว 4 - 6 หมื่นล้านบาท/ปี แต่ก็ต้องดูเงื่อนไขประกอบกันด้วย หากกำหนดให้มีการถือครองในระยะสั้นได้ก็จะทำให้นักลงทุนมีความสนใจมากขึ้น


2.การเบิกจ่ายงบประมาณแผ่นดินของรัฐบาล ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจในประเทศค่อย ๆ ไต่ระดับขึ้นจากช่วงครึ่งแรกของปี โดยจะส่งผลดีทางตรงมาถึงตลาดหุ้นด้วย 


ด้าน "ณรงค์เดช จันทรไพศาล" ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ไอร่า เสริมว่า หุ้นไทยในช่วงครึ่งหลังของปี 67 มีแนวโน้มดีกว่าครึ่งแรกของปี โดยมองว่า ปัจจัยหลักที่จะขับเคลื่อน SET Index ในช่วงดังกล่าว คือ การมาของนโยบายดิจิทัลวอลเล็ต ซึ่งเป็นเม็ดเงินขนาดใหญ่ราว 5 แสนล้านบาท ที่จะฉีดเข้าไปในระบบ คาดว่าจะทำให้การเติบโตของ GDP ดีขึ้น ซึ่งส่งผลบวกมายังตลาดหุ้นด้วย


ขณะที่ ปัจจัยบวกนอกประเทศ คือ ความคาดหวังที่ธนาคารกลางสหรัฐฯจะปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลง 1 - 2 ครั้งในช่วงดังกล่าว ซึ่งจะทำให้ Sentiment การลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงดีขึ้น

 

*** เตือน H2/67 ระวังสงคราม อาจกด SET วูบได้  

"รัฐศักดิ์ พิริยะอนนท์" กลับมากล่าวต่อว่า ในช่วงครึ่งหลังของปี 67 ยังคงต้องติดตามเรื่องภูมิรัฐศาสตร์ ระหว่างอิสราเอล กับ อิหร่าน (รวมทั้งกลุ่มอื่น ๆ) ว่าจะเกิดความรุนแรงขึ้นอีกหรือไม่ ? หากมีการปะทะกันรุนแรงกว่าช่วงที่ผ่านมา ก็จะส่งผลลบมายังตลาดหุ้นได้เช่นกัน เนื่องจากความขัดเเย้งดังกล่าว จะเป็นตัวกระตุ้นเงินเฟ้อให้ปรับตัวสูงขึ้น กระทบไปถึงการลดดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯที่อาจทำได้ยากกว่าคาดการณ์ไว้ข้างต้น 


สอดคล้องกับ "เทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม" ที่มองเหมือนกันว่า ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ คือ ปัจจัยหลักที่อาจจะกระทบต่อตลาดหุ้นในช่วงดังกล่าว และเป็นประเด็นที่นักลงทุนควรต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพราะหากมีความรุนแรงเกิดขึ้น จะส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อทั่วโลกปรับตัวขึ้นทันที ทำให้ทิศทางดอกเบี้ยนโยบายทั่วโลกก็อาจจะถูกตรึงในระดับสูงต่อไป ส่งผลให้การลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง อาทิ หุ้น มีความน่าสนใจลดลงด้วย  


ขณะที่ บทวิเคราะห์ บล.ดาโอ เสริมว่า การตัดสินใจของอิสราเอล ที่จะบุกราฟาลหรือไม่ ? มีผลต่อตลาดโดยตรง เพราะถ้าบุกจะเป็นลบ โดยสหรัฐฯไม่ให้การสนับสนุนให้อิสราเอลทำเช่นนี้ แต่ถ้าจบด้วยการเจรจา จะเป็นข่าวดีของตลาดหุ้นทั่วโลกและอัตราเงินเฟ้อ ทั้งนี้ เราประเมินว่า สถานการณ์ดังกล่าว จะมีความชัดเจนมากขึ้นในช่วง 6 วัน นับจากนี้


ส่วน "ณรงค์เดช จันทรไพศาล" ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า นโยบายดิจิทัลวอลเล็ต แม้จะสามารถผลักดันให้ GDP เติบโตได้ก็จริง แต่ก็มีโอกาสที่จะเห็นการเติบโตที่ต่ำกว่าตลาดคาดการณ์ได้เช่นกัน ซึ่งหากเป็นไปในลักษณะดังกล่าว ก็จะทำให้ SET Index ปรับตัวลงตามความผิดหวังดังกล่าวได้เช่นกัน ประเด็นนี้จึงถือเป็นอีกความเสี่ยงที่นักลงทุนไม่ควรมองข้ามด้วย

 

*** มองอัพไซด์ยังแคบ ลุ้นดัชนีผ่าน 1,420 จุด ไปต่อถึงเป้าหมาย

"ณัฐพล คำถาเครือ"  กลับมากล่าวต่อว่า แม้ช่วงที่ผ่านมา จะมีข่าวที่เป็นความหวังสำหรับตลาดหุ้นไทยออกมาอย่างต่อเนื่อง แต่ในระยะสั้นมองว่าหุ้นไทยจะยังไม่ได้ปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็วนัก โดยให้น้ำหนักไปที่ช่วงดัชนี 1,420 จุด เป็นแนวต้านสำคัญของการปรับตัวขึ้นในรอบนี้ 


หาก SET Index สามารถเคลื่อนไหวผ่านบริเวณดังกล่าวไปได้ ก็จะสามารถปรับตัวขึ้นได้อย่างต่อเนื่องไปสู่กรอบดัชนีเป้าหมาย ณ สิ้นปี 67 ที่เราประเมินไว้ที่ 1,520 จุดได้ ขณะที่กำไรบริษัทจดทะเบียนเรายังคาดไว้ที่ 92 บาท/หุ้น


ส่วน "ณรงค์เดช จันทรไพศาล" เสริมว่า ยังมองการเติบโตของ GDP ในประเทศไทยระยะถัดไป เป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป ทำให้ SET Index ยังดูมีอัพไซด์ค่อนข้างแคบ จึงทำให้ยังคงเป้าดัชนีเป้าหมาย ณ สิ้นปี 67 ที่ 1,370 - 1,420 จุดเหมือนเดิม ขณะที่ กำไรบริษัทจดทะเบียนคาดว่าจะอยู่ที่ 96 บาท/หุ้น


สอดคล้องกับ "รัฐศักดิ์ พิริยะอนนท์" ที่ยังคงเป้ากรอบดัชนีหุ้นไทย ณ สิ้นปี 67 ไว้ที่ 1,450 จุด และกำไรบริษัทจดทะเบียนที่ 91 บาท/หุ้น ตามเดิม


ด้าน "เทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม" ระบุว่า ยังคงกรอบเป้าหมาย SET Index ณ สิ้นปี 67 ที่ 1,570 - 1,580 จุด และกำไรบริษัทจดทะเบียนปี 67 ที่ประเมินไว้ที่ 91.4 บาท/หุ้น

 

*** ส่วนใหญ่ชูหุ้นรับอานิสงส์กระตุ้นเศรษฐกิจ น่าลงทุน

"ณัฐพล คำถาเครือ" ระบุว่า กลยุทธ์ลงทุนในช่วงครึ่งหลังของปี 67 แนะนำสะสมหุ้นที่จะได้ประโยชน์จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล โดยเราชอบ CPALL, ADVANC, THCOM และ OSP 


เช่นเดียวกับ "ณรงค์เดช จันทรไพศาล" ที่แนะนำว่า กลยุทธ์ลงทุนในช่วงครึ่งหลังของปี 67 ควรสะสมหุ้น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่จะได้รับอานิสงส์จากนโยบายดิจิทัลวอลเล็ท ชอบ CPALL และ CPAXT ส่วนอีกกลุ่ม เเนะนำธีมปีโตรเคมีฟื้นตัว ชอบ PTTGC และ IVL 


ด้าน "รัฐศักดิ์ พิริยะอนนท์" ระบุว่า กลยุทธ์การลงทุนในช่วงครึ่งหลังของปี 67 แนะนำสะสมหุ้น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มการท่องเที่ยวฟื้นตัว ชอบ ERW, AAV, BA และ AOT กลุ่มกำลังซื้อผู้บริโภคฟื้นตัว แนะนำ MTC และ CPALL และกลุ่มสินค้าการเกษตรฟื้นตัว แนะนำ CPF 


ส่วน "เทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม" ให้กลยุทธ์การลงทุนในช่วงครึ่งหลังของปี 67 แนะนำสะสมหุ้น Domestic play ที่ผลการดำเนินงานมีแนวโน้มแข็งแกร่งเหมือนเดิม โดยชอบ WHA, SCC, SCCC, CPN และ TU เป็นต้น







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh




LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด