efinancethai

ประเด็นร้อน

คืนชีพ LTF ไม้เด็ดกระตุ้นตลาดหุ้นไทย จังหวะนี้เหมาะสมที่สุดแล้ว !

คืนชีพ LTF ไม้เด็ดกระตุ้นตลาดหุ้นไทย จังหวะนี้เหมาะสมที่สุดแล้ว !

หุ้นไทยยังไม่สิ้นหวัง ! คลัง เตรียมงัดไม้เด็ดฟื้น LTF หวังดันวอลุ่มเพิ่ม หนุน SET ขยับตามตลาดหุ้นต่างประเทศที่แห่ทำนิวไฮ กูรูประเมินทุก ๆ เม็ดเงิน 1 หมื่นล้านบาท ที่ไหลเข้าผลัก SET พุ่งถึง 20 จุด หากมาจริงอาจมีเม็ดเงินไหลเข้า 4 - 7 หมื่นล้านบาทต่อปี แถมช่วยลดดาวน์ไซด์ตลาดหุ้นไทย ชี้เป้ากลุ่มบิ๊กแคปเตรียมรับอานิสงส์ !

 

*** วอลุ่มเทรดต่ำทำหุ้นไทยไม่ไปไหน

ตลาดหุ้นไทย (SET) ปีนี้ดูไม่ค่อยโสภาสักเท่าไร สะท้อนจากดัชนีหุ้นไทย (SET Index) ยังไปไหนได้ไม่ไกล โดยลบอยู่ 39.48 จุด หรือ -2.78% สวนทางกับตลาดหุ้นอื่น ๆ ทั่วโลก ที่ส่วนมากปรับตัวขึ้นทำสถิติสูงสุดใหม่ (นิวไฮ) กันเป็นว่าเล่น 


แม้ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) จะออกมาตรการเพิ่มความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน อาทิ การควบคุม Short sell, โปรแกรมเทรด หรือแม้แต่การเปิดเผยข้อมูลผู้ถือหุ้นที่มีสัดส่วนตั้งแต่ 0.5% ขึ้นไป จากเดิมเปิดรายชื่อเฉพาะผู้ถือหุ้น 10 อันดับแรก เป็นต้น 


แต่วอลุ่มก็ยังไม่ไปไหน ข้อมูลตั้งแต่ต้นปีอยู่ที่เฉลี่ย 43,515 ล้านบาท/วัน ลดลงจากปีก่อนที่ 51,082 ล้านบาท/วัน และเมื่อเทียบกับช่วงที่ยังมี LTF วอลุ่มเฉลี่ยอยู่ที่ 69,414 ล้านบาท/วัน


บทวิเคราะห์ บล.เอเซีย พลัส (ASP) ระบุถึงปัญหาที่ทำให้ SET ไม่ขยับไปไหน เนื่องด้วยภายใต้ปัจจัยแวดล้อมทางพื้นฐาน ณ ปัจจุบัน เรามองเห็นภาพของการ Bottom out ทั้งในส่วนของภาพเศรษฐกิจไทย และผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) จากจุด Bottom ในช่วงไตรมาส 4/66 ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าวการเติบโตของ GDP ในประเทศติดลบเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน ขณะที่กำไรบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ต่ำเพียง 1.76 แสนล้านบาท 


ดังนั้น การ Bottom out ของทั้ง 2 เรื่อง ในภาวะปกติ น่าจะทำให้ดัชนีหุ้นไทยปรับตัวขึ้นไปได้ไม่ยาก แต่ด้วยภาวะปัจจุบันยังขาดองค์ประกอบที่สำคัญ คือ มูลค่าการซื้อขายที่ไม่มากพอ (Market Turnover ควรอยู่ที่ 70% ต่อปี หรือ 5 หมื่นล้านบาท/วัน) ทำให้ปัจจัยดังกล่าว เป็นคีย์หลักที่ทำให้ไม่สามารถขับเคลื่อน SET Index ได้อย่างมีเสถียรภาพ

 

*** หวัง LTF ดันวอลุ่ม คาดทุก 1 หมื่นลบ.ผลักดัชนีได้ 20 จุด

"พิชัย ชุณหวชิร" รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ที่ผ่านมาเล็งเห็นถึงปัญหาของตลาดหุ้นไทยมาตลอด ทำให้ตนเองมีแผนจะนำกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) กลับมา เนื่องจากมั่นใจว่าการนำ LTF กลับมาจะช่วยทำให้ตลาดหุ้นคึกคักอีกครั้ง


ขณะเดียวกัน ในช่วงปลายไตรมาส 2/67 ตลาดหลักทรัพย์ฯ กำลังจะออกมาตรการบังคับใหม่ ๆ ทั้งการคุม Short sell และโปรแกรมเทรด (โรบอทเทรด) ด้วย ซึ่งเป็นยาแรงพอสมควรแล้ว และน่าจะทำให้ภาพรวมของตลาดหุ้นไทยดีขึ้น แต่หากถึงช่วงดังกล่าวแล้วยังไม่ดีขึ้น คาดว่าตลาดหลักทรัพย์ฯก็พร้อมที่จะให้ยาแรงขึ้นไปอีก


ด้าน บล.กรุงศรี ระบุ หากมีการนำ LTF กลับมาจริง ก็จะมีข้อดี คือ เม็ดเงินใหม่มีโอกาสไหลกลับเข้ามาหนุนตลาดหุ้นเหมือนในอดีต โดยเม็ดเงินที่เพิ่มเข้ามาทุก ๆ 1 หมื่นล้านบาท จะช่วยทำให้ SET Index ปรับตัวขึ้นได้ราว 20 จุด


เช่นเดียวกับ บล.เอเซีย พลัส มองว่า แนวคิดเรื่องการนำ LTF กลับมา มีแนวโน้มที่จะช่วยเพิ่ม Turnover ให้กับตลาดหุ้นได้ สะท้อนจากในอดีตช่วงมี LTF ตลาดหุ้นไทยมีสภาพคล่องหรือ Turnover เฉลี่ยสูงถึง 80% ต่อปี แต่ปัจจุบัน Turnover เฉลี่ยเหลือเพียง 62.7%


หากสภาพคล่องของตลาดหุ้นไทยกลับมาบริเวณปกติที่ Turnover เฉลี่ยสูงถึง 80% ต่อปี จะมีมูลค่าซื้อขายเพิ่มขึ้นขึ้นเป็น 5.5 หมื่นล้านบาท/วัน ซึ่งเพียงพอในการขับเคลื่อนดัชนีหุ้นไทยให้ขยับขึ้นได้

 

*** "คลัง" จ่อให้ "สรรพากร" ศึกษาแผนฟื้น LTF 

ล่าสุด "จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์" รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เตรียมมอบหมายกรมสรรพากรศึกษาการนำกองทุนรวมหุ้นระยะยาว กลับมาดำเนินการอีกครั้ง ภายหลังจากที่ "พิชัย ชุณหวชิร" รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ระบุว่า มีแผนจะนำ LTF กลับมาใช้เพื่อกระตุ้นบรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นไทยที่ซบเซาในช่วงนี้ ส่วนการหารือกับสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) และบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) จะเป็นลำดับถัดไป แต่ยังไม่ใช่ในเร็ว ๆ นี้


"ตามที่รัฐมนตรีบอกว่าอยากจะทำ LTF เพื่อฟื้นตลาดหุ้น ก็รับนโยบาย แนวคิด และเตรียมมอบหมายให้สรรพากรไปศึกษา และพิจารณารายละเอียดต่าง ๆ ส่วนจะหารือกับหน่วยงานอื่น ๆ หรือไม่ คงยังไม่ใช่ในเร็ว ๆ นี้"จุลพันธ์ กล่าว


ด้าน "กอบศักดิ์ ภูตระกูล" ประธานกรรมการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย ให้ข้อมูลเสริมว่า เตรียมหารือกับกระทรวงการคลัง ในหลายประเด็นเกี่ยวกับตลาดทุนไทย โดยเฉพาะการนำ LTF กลับมาอีกครั้ง โดยมั่นใจว่า LTF เป็นสิ่งที่นักลงทุนคุ้นเคย และชอบสิทธิประโยชน์ ถ้านำกลับมาได้ จะเป็นผลดีต่อตลาดหุ้นไทย ซึ่งต้องคุยในรายละเอียดกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ถึงกรณีที่จะนำ LTF กลับมา จะเป็นรูปแบบไหน วงเงินเท่าไหร่ แต่ถือว่าเบื้องต้นเป็นข่าวดีต่อตลาดทุน


"แนวทางการนำ LTF กลับมา เรามีหลายแนวคิด ทั้งปรับแนวทางกองเดิมอย่าง SSF ให้ใกล้เคียงกับ LTF หรือยกเลิก SSF และนำ LTF กลับมา ทั้งหมดขึ้นอยู่กับเงื่อนไข โดยผมคิดว่าที่ LTF เป็นที่นิยมเพราะเป็นเงื่อนไขระยะสั้น 5 ปี รวมถึงการเสนอวงเงินการลดหย่อนภาษี สิ่งที่แตกต่างคือเงื่อนไข ทั้งเรื่องเวลา หรือการให้โอกาสถือสินทรัพย์อื่น ๆ เช่น นอกจากถือหุ้นยังสามารถถือเงินสดหรือพันธบัตรในบางช่วงที่ตลาดหุ้นลง แต่สินทรัพย์หุ้นจะต้องถือเฉลี่ยระยะเวลาให้มากกว่าสินทรัพย์อื่น เป็นต้น" กอบศักดิ์ กล่าว

 

*** กูรูประเมินเม็ดเงินไหลเข้าหุ้นไทยไม่ต่ำ 4 - 7 หมื่นลบ./ปี

บล.เอเซีย พลัส ระบุว่า หากมีการนำ LTF กลับมาในรอบนี้ คาดว่าจะมีเม็ดเงินใหม่เข้ามาหนุนตลาดหุ้นไทยราว 6 – 7 หมื่นล้านบาท/ปี โดยอ้างอิงจากสถิติในอดีต ที่จะมีเม็ดเงิน LTF ใหม่ไหลเข้าหุ้นไทยราว 6 –7 หมื่นล้านบาท/ปี ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยเพิ่มสภาพคล่องให้กับตลาดหุ้นไทยในระยะถัดไปด้วย


เช่นเดียวกับ บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) ที่มองว่า หากนำกองทุน LTF กลับมา จะช่วยให้มีเม็ดเงินใหม่ไหลเข้าตลาดหุ้นไทยประมาณ 4 - 5 หมื่นล้านบาท/ปี เมื่อเทียบกับเม็ดเงินจากกองทุน SSF และกองทุน Thai ESG ที่รวมกันปีละไม่เกิน 1 หมื่นล้านบาท โดยคาดว่าจะเห็นแรงซื้อเกิดขึ้นในช่วงปลายปี แต่จะช่วยหนุนดัชนีตลาดหุ้นไทยมากน้อยเพียงใด ขึ้นอยู่กับความเชื่อมั่นของนักลงทุน จากที่ผ่านมาผลขาดทุนจากการลงทุนยังมากกว่าสิทธิประโยชน์ทางภาษี ซึ่งกระทรวงการคลังเอง ก็จะต้องเร่งสร้างความเชื่อมั่น


ขณะที่ "ณรงค์เดช จันทรไพศาล" ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ไอร่า ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ต้องติดตามต่อไปว่าจะสามารถนำกองทุน LTF กลับมาได้เมื่อไร เพราะต้องผ่านความเห็นชอบในรัฐสภาเสียก่อน ซึ่งมีขั้นตอนพอสมควร อีกทั้ง กองทุน LTF ใหม่ที่จะตั้งขึ้น ก็ต้องนำสิทธิประโยชน์ทางภาษีและเงื่อนไขการลงทุนต่าง ๆ มาเปรียบเทียบกับกองทุน LTF เดิมด้วย


หากพบว่า สิทธิประโยชน์คล้ายกับกองทุน LTF เดิม ก็จะช่วยดึงเม็ดเงินไหลเข้าได้อย่างมีนัยสำคัญ แต่จะถึง 6 - 7 หมื่นล้านบาท/ปี เหมือนในอดีตหรือไม่ ? ยังเป็นเรื่องที่ท้าทาย เนื่องด้วยสถานการณ์ปัจจุบันแตกต่างกับในช่วงอดีต โดยเฉพาะการเติบโตของ GDP ที่ต่ำกว่าช่วงที่ผ่านมา ก็เป็นอีกปัจจัยที่อาจจะกดดันให้เม็ดเงินต่ำกว่า 6 - 7 หมื่นล้านบาท/ปี ได้เหมือนกัน

 

*** อีกข้อดี คือ ช่วยจำกัดแรงขายลดผันผวน

บล.เอเซีย พลัส กลับมากล่าวต่อว่า ข้อดีอีกอย่างสำหรับการนำ LTF กลับมา คือ จะช่วยจำกัดแรงขายของตลาดหุ้นไทยให้ลดลงได้ สะท้อนจากหลังหมด LTF และ SSFX มาซักระยะ นักลงทุนสถาบันฯก็เริ่มขายสุทธิหุ้นไทยออกมาต่อเนื่อง โดยตั้งแต่ ม.ค.64 – เม.ย.67 นักลงทุนสถาบันเป็นผู้ขายสุทธิหุ้นไทยมากสุดถึง 1.5 แสนล้านบาท สูงกว่านักลงทุนต่างประเทศ (Fund Flow) ที่ช่วงดังกล่าวขายสุทธิหุ้นไทย 1.03 แสนล้านบาท


ขณะเดียวกัน หากมีการหักล้าง Redeem ใน LTF เก่า พอ LTF หมดลงก็ไม่มีเม็ดเงินใหม่เข้ามาหนุนตลาดหุ้น มีแต่เม็ดเงินที่ทยอยถอนออก (Redeem) โดยก่อน LTF หมดสิทธิประโยชน์ในการลดหย่อนภาษี (ปลายปี 2562) ตอนนั้นมีเม็ดเงิน LTF คงค้างในระบบสูงถึง 4.06 แสนล้านบาท ค่อย ๆ ถอนออกจากตลาดหุ้นไทยกว่า 1.59 แสนล้านบาท กดดันตลาดหุ้น


และล่าสุด เม.ย. 67 เหลือมูลค่าคงค้าง LTF อยู่ 2.47 แสนล้านบาท หากไม่มีเม็ดเงิน LTF ใหม่เข้ามาช่วยพยุง ตลาดหุ้นไทยก็จะถูกกดดันจากแรงขายในยอดเงินคงค้างต่อไปอีก 


นอกจากนี้ การนำ LTF กลับมา ยังช่วยลดผลกระทบจากการ Short Sell หรือแรงกระทบจากปัจจัยภายนอก ที่ทำให้ตลาดหุ้นไทยผันผวนในช่วงระยะสั้น กลับกันหากมีเม็ดเงิน LTF เข้ามา จะช่วยพยุงในยามตลาดหุ้นผันผวนระยะสั้นได้ เพราะผู้ลงทุน LTF จะหาจังหวะสะสมในช่วงที่ตลาดย่อตัวลงมา


เช่นเดียวกับ "ณรงค์เดช จันทรไพศาล" ที่ทิ้งท้ายว่า การนำ LTF กลับมา จะช่วยจำกัดแรงขายของตลาดหุ้นไทยได้ ทำให้ SET Index มีดาวน์ไซด์จำกัดด้วย เนื่องด้วยกองทุนต่าง ๆ โดยเฉพาะพวก Active Fund จะต้องเข้าไปดักซื้อหุ้นขนาดใหญ่ (Big Cap) กันเป็นจำนวนมากค่อนข้างแน่ ส่งผลให้ SET Index ในภาวะดังกล่าวค่อนข้างแข็งแกร่งมีดาวน์ไซด์จำกัด







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh




LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด