efinancethai

ประเด็นร้อน

โบรกฯ ปรับกำไร บจ.- ลดเป้าดัชนีฯ ปี 65 หลังประกาศงบ H1/65

โบรกฯ ปรับกำไร บจ.- ลดเป้าดัชนีฯ ปี 65 หลังประกาศงบ H1/65

โบรกฯ แห่ปรับกำไร บจ. แบบไม่เป็นเอกฉันท์ มีทั้งลดและเพิ่ม หลังประกาศงบครึ่งปีแรก วางกรอบ 93 - 114.6 บาท/หุ้น แต่ส่วนใหญ่ปรับเป้าดัชนีปี 65 ลง เหตุปัจจัยลบรุมเร้า ต่ำสุด 1,770 จุด สูงสุด 1,776 จุด อย่างไรก็ตามมองหุ้นไทยผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว รอปัจจัยหนุนใหม่ จับตาฟันด์โฟลว์ไหลเข้าต่อเนื่อง
 

*** แห่ปรับกำไร บจ.ปี 65 

"สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย" สำรวจความคิดเห็นนักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) หลังบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ประกาศงบการเงินครึ่งแรกปี 65 ครบแล้ว โดยมี 4 แห่งปรับประมาณการกำไรต่อหุ้น บจ. (EPS) ปีนี้แล้ว ซึ่งมี 1 โบรกเกอร์ที่ปรับขึ้น และ 2 โบรกเกอร์ที่ปรับลง ขณะที่มีอีก 3 บล.อยู่ระหว่างการทบทวน

บทวิเคราะห์ บล.เคจีไอ (ประเทศไทย) ปรับเพิ่มเป้า EPS หุ้นไทยปีนี้เป็น 114.6 บาท/หุ้น จากเดิม 105.7 บาท/หุ้น เพื่อให้สะท้อนถึงราคาน้ำมันดิบและสินค้าโภคภัณฑ์ที่สูงขึ้น โดยกำไรสุทธิรวมครึ่งปีแรกของหุ้นที่ บล.เคจีไอ ทำการวิเคราะห์ คิดเป็น 52% ของประมาณการกำไรเต็มปี ซึ่ง กลุ่มธนาคาร, โรงพยาบาล และพลังงาน เป็นกลุ่มหลักที่ทำให้กำไรดีเกินคาด เป็นเหตุให้แนวโน้ม EPS ของตลาดโดยรวมฟื้นตัวได้ดี เพราะกำไรของหุ้นกลุ่มดังกล่าวมีน้ำหนักกับตลาดค่อนข้างมาก (ประมาณการกำไรปี 65 กลุ่มธนาคาร และ พลังงาน (รวมปิโตรเคมีด้วย) คิดเป็นสัดส่วนถึง 60% ของกำไรรวมทั้งตลาด) 
 
ด้านบทวิเคราะห์ บล.เอเซีย พลัส ระบุว่า ผลประกอบการ บจ.ไตรมาส 2/65 จำนวน 625 บริษัท คิดเป็นสัดส่วน 99% ของมาร์เก็ตแคปรวมทั้งตลาด มีกำไรสุทธิรวม 3.46 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 22.4% จากไตรมาสก่อน และเพิ่มขึ้น 26.6% จากช่วงเดียวกันปีก่อน นับเป็นฐานกำไรสุทธิที่สูงสุดเป็นประวัติการณ์
      
ตัวเลขดังกล่าวจะนำไปสู่การปรับเพิ่มประมาณการกำไรปี 65 เบื้องต้นเป็นไปได้ที่จะเห็นกำไรสุทธิรวมสูงกว่า 1.1 ล้านล้านบาท ซึ่งน่าจะเป็นแรงดึงดูดเม็ดเงินเข้าสู่ตลาดหุ้นได้เป็นอย่างดี 
    
อย่างไรก็ตาม "มงคล พ่วงเภตรา" ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุนหลักทรัพย์ บล.ดาโอ (ประเทศไทย) หรือ บล.เคทีบีเอสที (เปลี่ยนชื่อ) ระบุว่า กำไร บจ.ถูกชี้นำด้วยกลุ่มพลังงานที่ปรับตัวดีมาก จนสามารถชดเชยส่วนที่ติดลบได้ ซึ่งผ่านครึ่งปีแรก กำไรน่าจะอยู่ประมาณ 5.5 แสนล้านบาท หรือ 50% ของทั้งปี หลัก ๆ มาจากกำไรสต๊อกน้ำมัน (Stock gain) แต่ไตรมาส 3/65 อาจจะลดลงจากกำไรของกลุ่มพลังงานหดตัว เพราะเชื่อว่ากำไรจากสต๊อกน้ำมันจะหาย และกลายเป็นขาดทุนสต๊อกน้ำมัน (stock loss) แทน เพราะราคาน้ำมันเริ่มปรับตัวลง โดยปรับลดประมาณการ EPS ปีนี้เหลือ 93.2 บาท/หุ้น จากเดิม 93.6 บาท/หุ้น

ด้านนักวิเคราะห์ บล.โกลเบล็ก ปรับลด EPS ปีนี้เหลือ 106 บาท/หุ้น จากเดิม 109 บาท/หุ้น เพื่อให้สอดคล้องกับประมาณการของ Bloomberg Consensus ที่ประเมินว่าอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจไทย (GDP) ปีนี้มีแนวโน้มต่ำกว่าคาดการณ์เดิม เนื่องจากได้รับปัจจัยกดดันจากอัตราเงินเฟ้อที่ปรับตัวขึ้นสูงอย่างรวดเร็ว
 

*** ลดเป้าดัชนีฯ ปีนี้เหลือ 1,770 - 1,776 จุด


ขณะที่ 3 โบรกซึ่งปรับประมาณการ EPS หุ้นไทยปีนี้ ได้มีการปรับลดเป้าหมายดัชนีฯ ปี 65 ลงทั้งหมด จากเดิม 1,716 - 1,800 จุด เหลือ 1,700 - 1,776 จุด 

"มงคล พ่วงเภตรา" เพิ่มเติมว่า ภาวะดอกเบี้ยขาขึ้นทั้งในประเทศและต่างประเทศจะเป็นปัจจัยกดดัน SET Index ให้ไม่สามารถปรับตัวขึ้นได้มากนักในช่วงครึ่งปีหลัง ประกอบกับภาวะในประเทศยังมีปัจจัยกดดันต่อดัชนีฯ ครึ่งปีหลัง คือ ทิศทางการเมืองที่ยังไม่มีความแน่นอน 

เช่นเดียวกับ "ณัฏฐ์วริน ไตรภพสกุล" ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิจัยการลงทุน สายงานวิจัย บล.ไทยพาณิชย์ หลังประกาศงบฯ ไตรมาส 2 จบลง จะมีหุ้นบางกลุ่มถูก ปรับลดประมาณการกำไรลงมา เช่น กลุ่มอาหาร จากส่วนแบ่งตลาดที่ลดลงและมีต้นทุนที่สูงกว่าคาด กดดันมาร์จิ้น และมีความเสี่ยงประเทศคู่ค้าอย่างเมียนมา, กลุ่มหลักทรัพย์ จากภาวะตลาดหุ้นไทยที่ไม่ดี มีวอลุ่มการซื้อขายน้อย และกลุ่มสื่อสาร จากภาวะการแข่งขันที่ยังสูงอยู่ และ 4.หุ้นกลุ่มขนส่ง ที่การแข่งขันสูงขึ้นในด้านของราคา

ขณะเดียวกันมีปัจจัยเสี่ยงครึ่งปีหลังต้องระวัง คือ ทิศทางดอกเบี้ยที่กระทบต้นทุน และภาวะเงินเฟ้อ รวมไปถึงปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐ, ไต้หวัน และจีน อาจเป็นประเด็นกดดันระยะสั้นได้ ซึ่งต้องจับตาความเสี่ยงนี้ต่อไป 
 

โบรกเดินหน้าปรับเป้า กำไรบจ.-ดัชนี หลังประกาศงบ H1/65

โบรกเกอร์

% EPS ปี 65 เดิม

% EPS ปี 65 ใหม่

ดัชนีปี 65 (จุด) เดิม

ดัชนีปี 65 (จุด) ใหม่

เคจีไอ

105.7

114.6

1,800

1,776

เคทีบีฯ

93.6

93.2

1,716

1,708

โกลเบล็ก

109

106

1,750

1,700

เอเชีย พลัส

88.9

อยู่ระหว่างทบทวน

1,570

อยู่ระหว่างทบทวน

หยวนต้า

92

อยู่ระหว่างทบทวน

1,650

อยู่ระหว่างทบทวน

ทรีนีตี้

106.5

อยู่ระหว่างทบทวน

1,690

อยู่ระหว่างทบทวน

สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทยรวบรวมข้อมูล ณ 17 ส.ค.65


*** แต่เชื่อ ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว

"สุกิจ อุดมศิริกุล" กรรมการผู้จัดการ Chief Research Officer บล.ไทยพาณิชย์ มองว่า ตลาดหุ้นไทยได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว คาด SET Index มีโอกาสฟื้นตัวไปที่ 1,650 -1,750 จุดในช่วงปลายปีนี้ โดยระดับดัชนีที่เหมาะสมที่ 1,650 จุด ให้กรอบด้านบนที่ 1,750 จุด กรอบล่าง 1,500 จุด ภายใต้วิกฤตหลายวิกฤต ประเมินว่าดัชนีจะไม่ลดแรงเหมือนช่วงการแพร่ระบาดโควิด-19 เนื่องจากผลกระทบต่อกำไรไม่แรงเท่า

และช่วงที่เหลือของปีนี้มีสัญญาณบวกมากขึ้น อานิสงส์จากการเปิดเมือง โดยแนะนำถือเงินสดไว้บางส่วนเพื่อสภาพคล่องและสร้างโอกาสเลือกสินทรัพย์ที่มีคุณภาพดี ลงทุนในตราสารที่สร้างรายได้สม่ำเสมอ เลือกลงทุนในจังหวะที่ Valuation ไม่แพง และเป็นธุรกิจที่มีอำนาจต่อรองด้านราคา รวมถึงมีฐานะการเงินแข็งแรง

*** จับตาฟันด์โฟลวไหลเข้ายาว ๆ 

ขณะที่ปีนี้เม็ดเงินลงทุนต่างชาติ (Fund Flow) ไหลเข้าหุ้นไทยสูงสุดเป็นประวัติการณ์กว่า 1.46 แสนล้านบาท เพราะเมื่อปัจจัยลบต่าง ๆ เริ่มคลี่คลาย เม็ดเงินจะไหลสู่สินทรัพย์เสี่ยงโดยเฉพาะตลาดเกิดใหม่

"ไพบูลย์ นลินทรางกูร" ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บล.ทิสโก้ มองว่า แนวโน้มต่างชาติยังคงเป็นไหลเข้าสุทธิอย่างต่อเนื่อง คาดเฉลี่ยถึง 1 หมื่นล้านบาทต่อเดือน เนื่องจากสถานการณ์ต่างประเทศเริ่มคลี่คลาย ทั้งเรื่องเงินเฟ้อที่เริ่มมีทิศทางที่ลดลง ปัจจัยต่างๆ ที่เคยเป็นข้อกังวลของนักลงทุนเริ่มลดลง และนักลงทุนเริ่มมีความมั่นใจมากขึ้น หลังจากปัจจัยต่างๆได้สะท้อนไปที่ราคาหุ้นเป็นที่เรียบร้อยแล้วในช่วงก่อนหน้านี้

ขณะที่ไทย ยังมีจุดขายโดยเฉพาะจากการท่องเที่ยวที่ทำให้ยังมีแรงขับเคลื่อนไปข้างหน้า และล่าสุดคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ได้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย และคาดว่าในการประชุมที่เหลือของปีนี้อีก 2 ครั้ง คาดว่าจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยทั้ง 2 ครั้ง ครั้งละ 0.25% ปัจจัยดังกล่าวหากมองไปข้างหน้าจากนี้จนถึงสิ้นปีตลาดหุ้นไทยมีโอกาสที่จะ Outperform กว่าหลายๆตลาดจากการที่เศรษฐกิจไทยมีภาวะฟื้นตัวที่ชัดเจนขึ้น และค่าเงินบาทก็มีผลในการสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนต่างชาติ

เช่นเดียวกับ "สุกิจ อุดมศิริกุล" มองว่า นักลงทุนต่างชาติจะเข้าซื้อสุทธิหุ้นไทยต่อเนื่อง เพราะตลาดหุ้นไทยถือว่าแข็งแกร่ง แม้แนวโน้มปี 66 เงินเฟ้อยังสูงกว่าปกติ แต่คงไม่เท่า 6-7% ในปีนี้ จึงคาดเงินทุนไหลเข้าตลาดเกิดใหม่มากขึ้น







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh




LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด