efinancethai

ประเด็นร้อน

หุ้นไทยถูกสุดรอบ 10 ปี แนะสะสมหวังผลระยะกลาง-ยาว

หุ้นไทยถูกสุดรอบ 10 ปี แนะสะสมหวังผลระยะกลาง-ยาว

โบรกเกอร์มองหุ้นไทยชั่วโมงนี้มองมุมไหนก็มีเสน่ห์ แถมไม่แพง เปิดสถิติด้าน Valuation ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 5 - 10 ปีหลัง ทั้งแง่ของราคาเทียบกำไร และราคาเเทียบมูลค่าทางบัญชี ประกอบกับกำไร บจ.แนวโน้มเป็นขาขึ้น แนะนำ ทยอยสะสมรับผลตอบแทนแจ่มระยะกลาง-ยาว 

 

*** หุ้นไทยชั่วโมงนี้มองมุมไหนก็มีเสน่ห์ 

บทวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซีย พลัส ประเมินว่า ขณะนี้ SET Index ในเชิงมูลค่า (Valuation) ถือว่ามีความน่าสนใจหลายมุม ประกอบด้วย...


1.ราคาต่อกำไรสุทธิต่อหุ้น (P/E) : ระดับ SET Index ปัจจุบัน 1,437.85 จุด มี Trailing P/E ที่ 19.90 เท่า แม้จะดูสูง แต่จริง ๆ ถูกกดดันจากกำไรงวดไตรมาส 4/65 ที่ต่ำผิดปกติเพียง 1.72 แสนล้านบาท (ปกติราว 2.5 แสนล้านบาท)  แต่หากดู Forward P/E ปี 66 จะเหลือเพียง 15.9 เท่า อิงคาดการณ์ EPS ที่ 88.6 บาท/หุ้น และหากเป็น Forward P/E ปี 67 จะเหลือเพียง 14.2 เท่า ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ย Forward P/E ในรอบ 10 ที่ 18.8 เท่า


2.ราคาต่อมูลค่าทางบัญชี (P/BV) : ปัจจุบัน SET Index ปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 1.40 เท่า ซึ่้งเป็นจุดที่มี Valuation ใกล้แนวรับสำคัญทางพื้นฐานคือมี P/BV ที่ 1.37 เท่า ซึ่งต่ำกว่าระดับ -2SD ในรอบ 5 ปีพอดี


3.กำไรสุทธิต่อหุ้น (EPS) : คาดปี 67 จะเติบโตโดดเด่นที่ 12.6% สูงกว่าหลายประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มพัฒนาแล้ว อาทิ S&P500, ฮ่องกง, เยอรมันนี, อังกฤษ, ฝรั่งเศษ และ ญี่ปุ่น เป็นต้น


ด้าน "กรรณ์ หทัยศรัทธา" นักกลยุทธ์ ฝ่ายวิเคราะห์เศรษฐกิจและการลงทุน สายงานวิจัย บล.ซีจีเอส ซีไอเอ็มบี (ประเทศไทย) มองมุมเดียวกันว่า SET Index ปัจจุบันอยู่ในจุดที่ถือว่ามี Valaution น่าสนใจมาก โดยมีแนวรับอยู่บริเวณ 1,420 จุด ซึ่งจุดดังกล่าวจะมีแรงซื้อกลับเข้ามา เพราะเป็นระดับที่ผลตอบแทนของหุ้นจะกลับมาน่าสนใจเมื่อเทียบกับพันธบัตร 


ขณะที่ P/E ของตลาดหุ้นไทย ณ ตอนนี้ถือว่าต่ำแล้ว โดยคาด Forward P/E ปี 66 - 67 จะอยู่ที่ 16 และ 17 เท่า ตามลำดับ ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต และปีหน้าคาดว่าผลการดำเนินงาน บจ.จะเติบโตได้อย่างมีนัยสำคัญ


ฝั่ง "ณรงค์เดช จันทรไพศาล" ผู้อำนวยการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ไอร่า ระบุ P/E หุ้นไทยปัจจุบันต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปี และ 10 ปีหลัง และมีโอกาสเห็น Fund Flow กลับ เข้ามาในช่วงที่เหลือของปี ซึ่งตามสถิติจะมีเงินไหลเข้าตั้งแต่ปลายเดือน ต.ค.เป็นต้นไป ประเมิน Forward P/E ปี 66 - 67 อยู่ที่ระดับ 17 เท่า และ 17.5 เท่า ตามลำดับ  


นอกจากนี้ "วิจิตร อารยะพิศิษฐ" นักกลยุทธ์การลงทุน บล.ลิเบอเรเตอร์ เพิ่มเติมว่า ตอนนี้หุ้นไทยถือว่าค่อนข้างถูก สะท้อนจากการเทรด Forward P/E บริเวณ 16 เท่า ซึ่งเป็นโซนที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 10 ปี ทำให้เห็นภาพส่วนลด (Discount) ระยะกลางแล้ว ยิ่งมอง Forward P/E ปี 67 ที่อยู่ในระดับเพียง 14.4 เท่า ยิ่งทำให้ภาพระยะสั้นดูไม่แพงเลย

 

*** ได้เวลาสะสมรอผลตอบแทนระยะกลาง-ยาว

บทวิเคราะห์ บล.เอเซีย พลัส ประเมินว่า ช่วงที่เหลือของปี 66 ตลาดหุ้นไทยมีโอกาสฟื้นตัวเหมือนปีก่อน จากเหตุการณ์สำคัญที่สอดคล้องกันดังนี้


1.ปี 65 ช่วงต้นเดือน ต.ค. ตลาดหุ้นลงจากความกังวลการเกิด เศรษฐกิจถดถอย (Recession) ในสหรัฐ ส่วน ต.ค.ปีนี้ย่อตัวลงจากความกังวลสงครามในอิสราเอล


2.เดือน พ.ย.65 ตลาดหุ้นฟื้นจากความหวัง Fed ลดอัตราเร่งในการขึ้นดอกเบี้ย ขณะที่ปีนี้ข้อมูลจาก "บลูมเบิร์ก" คาดการณ์การประชุมของธนาคารกลางสำคัญของโลกมีโอกาสยุติการขึ้นดอกเบี้ยพร้อมกันในเดือน พ.ย. นี้


3.กำไรบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ของไทยมีโอกาสเติบโตต่อเนื่องทุกระยะ ทั้งไตรมาส 3/66 ช่วงครึ่งหลังปี 66 และเติบโตต่อเนื่องในปี 67 พร้อมกับมาตราการกระตุ้นเศรษฐกิจจากรัฐบาลที่ทยอยเข้ามาต่อเนื่อง


4.Valuation ของ SET Index มีความน่าสนใจ ทั้ง P/E ที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยรอบ 10 ปี และ P/BV อยู่ที่ระดับ -2SD ทุกๆ ปัจจัยข้างต้น มีโอกาสสนับสนุนให้ SET Index ฟื้นตัว เหลือเพียงรอแรงขับเคลื่อนจาก เม็ดเงินลงทุนต่างชาติ (Fund Flow) เข้ามาหนุน ดังนั้น แนะนำ "Buy and Hold" หรือ "ซื้อสะสมหุ้น" เพื่อหวังผลในระยะกลางถึงยาว น่าจะปลอดภัยต่อพอร์ตมากที่สุด


ส่วน "วิจิตร อารยะพิศิษฐ" มองเหมือนกันว่า การทยอยสะสมหุ้นไทยเพื่อลงทุนระยะกลาง - ยาวน่าสนใจมาก เพราะ Valuation ค่อนข้างดี และกำไร บจ.ปีหน้ามีแนวโน้มเติบโตจากปีนี้ รวมถึงจีดีพีของประเทศก็น่าจะเติบโตดีเช่นกัน จากการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล แนะนำ เลือกหุ้นที่ผลการดำเนินงานจะโดดเด่นตั้งแต่ H2/66 เป็นต้นไป เช่นกลุ่มโรงกลั่น, กลุ่มเดินเรือ, กลุ่มโรงพยาบาล และกลุ่มค้าปลีก


"กรรณ์ หทัยศรัทธา" ระบุ ตลาดหุ้นไทยรับข่าวความเสี่ยงต่าง ๆ ทั้งภายในและภายนอกไปพอสมควรแล้ว รอเพียงแค่มีปัจจัยบวกใหม่เข้ามาสนับสนุนเท่านั้น แนะนำ ทยอยสะสม มีโอกาสรับผลตอบแทนที่ดีในระยะกลาง-ยาว โดยให้เลือกหุ้นที่ล้อไปกับสถานการณ์ เช่น กลุ่มพลังงานต้นน้ำ ที่ได้ประโยชน์จากช่วงสงคราม, กลุ่มธนาคารที่ได้ประโยชน์จากดอกเบี้ยสูง หรือกลุ่มส่งออกที่ได้อานิสงส์บาทอ่อน


ปิดท้ายที่ "ณรงค์เดช จันทรไพศาล" แนะนำ สะสมหุ้นที่ผลการดำเนินงานจะเร่งตัวขึ้นตั้งแต่ไตรมาส 3/66 ถึงปี 67 เช่น กลุ่มธนาคาร ที่ได้ประโยชน์จากทิศทางดอกเบี้ยสูง, กลุ่มค้าปลีก เพราะราคาลงมาค่อนข้างแรงในช่วงที่ผ่านมา แต่ผลการดำเนินงานกำลังจะฟื้น และกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ที่คาดจะรับอานิสงส์จากเศรษฐกิจจีนฟื้น
 







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh




LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด